4 เคล็ดลับเลี้ยง”ไทรใบสัก” ให้สวย ทน แข็งแรง

ไทรใบสัก

ต้นไม้ที่กำลังมาแรงมากในช่วงนี้ต้องยกให้ ”ไทรใบสัก” เป็นพรรณไม้ตระกูลไทร อาศัยในพื้นที่เขตร้อน มีลักษณะเด่นที่ใบ หลายคนอาจจะไม่คุ้นชื่อ หรือหลายคนอาจจะคุ้นเคยเป็นอย่างดี

หากเดินทางไปยังร้านกาแฟ หรือตามร้านอาหารบรรยากาศดีจะพบต้นไม้ต้นนี้ถูกวางประดับอยู่ภายในร้านทั้งสิ้น ด้วยความที่เป็นต้นไม้มีรูปร่างสวยงาม ใบใหญ่ อีกทั้งยังดูแลง่าย ใส่ในกระถางไปตั้งบริเวณไหนก็ดูงามตา และยังเป็นต้นไม้ฟอกอากาศไปในตัว นับว่าต้นไม้นี้ทั้งสวยและมีประโยชน์มากมายเลยทีเดียว

หากผู้ที่เริ่มต้นเลี้ยง และยังไม่ทราบวิธีดูแลหรือจะดูแลอย่างไรให้ใบสวย ลำต้นแข็งแรง อยู่ตลอดเวลา วันนี้มีคำตอบกับเคล็ดลับเลี้ยงไม้พันธุ์นี้แบบง่าย ๆ มาฝาก

1. เคล็ดลับของแสงแดด

หากปลูกแล้วอยากให้มีใบสวยตลอดเวลา และทนทานต้องนำไปปลูกนอกบ้านให้ใบได้โดนแสงแดดอย่างน้อยวันละ 2-4 ชั่วโมง ควรโดนแดดแบบรำไรมากกว่าแดดจ้าจะทำให้ใบกรอบไม่สวยงามได้ หากโดนแดดกำลังพอดีใบจะมีสีเขียวเข้ม มันเงาสวยงาม

2. เคล็ดลับของการให้น้ำ

ต้นไทรใบสักเป็นต้นไม้ที่ไม่ค่อยชอบน้ำมากเท่าไรนัก สำหรับใครที่ชอบรดน้ำบ่อย ๆ ให้งดทันทีเนื่องจากการที่รดน้ำมากจะทำให้เกิดรากเน่า ต้นเน่า ใบช้ำ ใบเริ่มเป็นสีเหลือง และล้มตายในที่สุด ควรรดน้ำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-4 ครั้งก็เพียงพอ ให้ดินได้เกิดความแห้งอย่างชัดเจนและทำการรดอีกครั้ง

3. เคล็ดลับของดิน

ดินที่เหมาะสำหรับการปลูกต้นไม้นี้สามารถใช้ดินได้ทุกรูปแบบ เนื่องจากรากสามารถรับอุณหภูมิกับสภาพดินได้ทุกชนิด แนะนำปลูกในดินร่วนจะทำให้ลำต้นโตไว

อีกทั้งดินร่วนสามารถยึดเหนี่ยวรากได้แข็งแรงกว่ามีส่วนทำให้ลำต้นตรง ไม่โค่นง่าย แนะนำอีกประการคือใช้เสียมขนาดเล็กทำการซุยให้เนื้อดินขึ้นโปร่งเพื่อทำการรดน้ำแล้วไม่เกิดน้ำขัง หากน้ำขังในดินเสี่ยงต่อการล้มตาย หรือใบเหี่ยวเฉา เสียทรงได้เช่นกัน

4. เคล็ลับการบำรุงต้นและการใส่ปุ๋ย

ปุ๋ยที่เหมาะสมกับการใส่ต้นนี้คือปุ๋ยขุยมะพร้าว ใส่แต่พอประมาณและรดน้ำทับลงไป ปุ๋ยขุยมะพร้าวนั้นจะช่วยให้ส่วนรากของต้นแข็งแรง ยึดดินได้ดี อีกทั้งไม่ส่งกลิ่นเหม็น งดนำปุ๋ยมูลสัตว์มาใส่จะทำให้ต้นผิดรูปได้

เป็นอย่างไรกันบ้างสำหรับเคล็ดลับดูแลต้นไทรใบสัก ไม่ยากเลยใช่ไหมล่ะ สำหรับใครที่กำลังมองหาไม้ใบประดับพันธุ์นี้ ราคาตามท้องตลาดจะอยู่ตดที่ 500 – 1,000 บาท ตามแต่ควาเหมาะสมของขนาดลำต้น ราคาอาจสูงไปหน่อย แต่บอกเลยว่าคุ้มค่า เพราะนอกจากผู้เลี้ยงจะได้ชื่นชมความงามของใบแล้ว ยังได้สูดอากาศบริสุทธิ์ภายในบ้านอีกด้วย

สปริงเกอร์แบบไหนใช้แล้วต้นไม้ชอบ

สปริงเกอร์

หากใครจะก้าวเข้าสู่วงการคนรักสวนและต้นไม้แล้วละก็  สิ่งที่ควรรู้ไว้อีกหนึ่งเรื่องคือเรื่องของสปริงเกอร์(Springer)  ซึ่งเป็นระบบการให้น้ำที่มีการบีบอัดฉีดน้ำให้แตกเป็นสาย แล้วหมุนเหวี่ยงไปรอบบริเวณ ใช้เพื่อทุ่นแรงในการให้น้ำต้นไม้หรือช่วยฉีดน้ำเพื่อลดอุณหภูมิของพื้นที่ให้เย็นลง  ซึ่งการเลือกใช้เครื่องทุ่นแรงนี้จำเป็นต้องคำนึงถึงอะไรกันบ้าง

1. ก่อนอื่นเราควรรู้ว่าสวนหรือต้นไม้ของเรานั้นจัดอยู่ในประเภทใด 

เป็นสนามหญ้า  เป็นไม้พุ่ม  ไม้ยืนต้น หรือเป็นพืชผักสวนครัว  และต้นไม้นั้นต้องการปริมาณน้ำมากน้อยเท่าใดในแต่ละวัน ความกว้างของพื้นที่มีขนาดเท่าไหร่  ซึ่งจะสัมพันธ์กับการเลือกหัวSpringer  ระยะฉีดน้ำ และรัศมีการให้น้ำรวมถึงขนาดของท่อที่จะส่งน้ำและปั๊มน้ำที่เหมาะสม

2. ชนิดของสปริงเกอร์  แบ่งออกเป็น

  • ชนิดหัวพ่นหมอก  น้ำที่ถูกปล่อยออกจากหัวจ่ายนี้   จะมีลักษณะเป็นละอองหมอกฝอยเล็ก ๆ อัตราการจ่ายน้ำน้อย ประมาณ 7 ลิตรต่อชั่วโมง แต่ต้องการแรงดันในการใช้งานสูงอย่างน้อย 2-4 บาร์ขึ้นไปเพื่อทำให้น้ำที่ถูกพ่นออกมาเป็นละอองละเอียด โดยส่วนใหญ่แล้วจะใช้ในการเพิ่มความชื้นให้กับอากาศ หรือใช้ในการระบายความร้อน  แต่ควรเลือกใช้ในพื้นที่ที่ไม่มีลมแรง
  • ชนิดน้ำหยด มีอัตราจ่ายน้ำ ประมาณ 1-20 ลิตรต่อชั่วโมง. จ่ายน้ำออกมาในลักษณะเป็นหยดหรือไหลเป็นสายน้ำหากมีอัตราการจ่ายน้ำสูง   โดยวิธีเหมาะกับพืชที่เป็นพืชระยะสั้น เช่น  ผักบางชนิด  ไม้ดอก ไม้กระถาง  เป็นต้น  เนื่องจากระบบน้ำหยดมีข้อจำกัดในเรื่องของการอุดตันง่ายจากตะไคร่น้ำนั่นเอง  
  • ชนิดหัว mini Springer  หัวจ่ายน้ำแบบมินิปกติจะจ่ายน้ำปริมาณที่ 20-280 ลิตรต่อชั่วโมง  ซึ่งมีอัตราการจ่ายน้ำที่หลากหลายขนาด มีทั้งแบบติดตั้งบนท่อแขนงโดยใช้ท่อตั้งแยกขึ้นมาบนพื้นดินและแบบที่มีท่อเล็ก ๆ จ่ายน้ำจากท่อแขนงมายังหัวจ่ายน้ำ แบ่งออกเป็นสามลักษณะคือ

– แบบมีใบพัดหมุนเหวี่ยงน้ำ ใบพัดจะหมุนเหวี่ยงน้ำให้กระจายไปรอบหัวจ่ายน้ำโดยอาศัยแรงดันของน้ำเป็นตัวผลักดันให้ใบพัดหมุนจ่ายปริมาณน้ำ 400-800ลิตรต่อชั่วโมง รัศมี 1-5 เมตร ซึ่งขึ้นอยู่กับขนาดรูออกและชนิดของใบพัด

– แบบใช้น้ำกระทบกับผนังด้านบน เป็นแบบที่อาศัยน้ำที่ถูกฉีดออกมาจากหัวฉีดแล้วกระทบกับผนังด้านบนแล้วแตกกระจายออกจ่ายปริมาณน้ำ 60-170ลิตรต่อชั่วโมง รัศมี 1.5-3เมตร ขึ้นอยู่กับขนาดรูออกและชนิดของใบพัด

– แบบหัวฉีดสเปรย์ รูน้ำผ่านขนาด2-3มิลลิเมตร จ่ายปริมาณน้ำ 80-120ลิตรต่อชั่วโมง รัศมี 0.5-3เมตรขึ้นอยู่กับขนาดรูออกและชนิดของใบพัด 

ในปัจจุบันชนิดมินิสปริงเกอร์ทั้ง 3 แบบนี้เป็นที่นิยมมากกว่าแบบอื่น  เนื่องด้วยมีราคาที่ไม่แพงสามารถติดตั้งใช้งานได้สะดวก  กำหนดจุดที่ต้องการจ่ายน้ำได้เหมาะสมกับชนิดของพืช  รวมถึงมีหลากหลายรูปแบบ หลายชนิดให้เลือกใช้  

ข้อควรระวัง! ในการเลือกใช้ปุ๋ยอินทรีย์

ปุ๋ยอินทรีย์

การใช้ชีวิตร่วมกับธรรมชาติในรูปแบบผลผลิตสีเขียวได้กลายเป็นกระแสหลักในการทำกิจการทุกอย่าง ซึ่งรวมถึงการทำเกษตรอินทีย์ที่ถูกชูโรงว่าปลอดภัย ไร้สารพิษ ซึ่งวัตถุดิบสำคัญที่ถูกพูดถึงอย่างดีเลิศอยู่เสมอ คือ “ปุ๋ยอินทรีย์” ว่าเป็นตัวช่วยบำรุงดิน ไม่ทำให้ดินเสีย และมีธาตุอาหารที่เหมาะสมต่อพิชที่สุด

แต่ในความเป็นจริง ทุกอย่างย่อมมีสองด้าน เช่นเดียวกับการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ไม่ได้หมายความว่าจะใช้อย่างไรก็ได้ เพราะว่าการใส่ปุ๋ยที่ไม่เหมาะสมย่อมเกิดปัญหาตามมาไม่แตกต่างกับการวสร้างปุ๋ยเคมีอย่างแน่นอน แล้วอะไรคือ ข้อควรระวังที่ท่านต้องเรียนรู้ก่อนใช้ปุ๋ยชนิดนี้ในแปลงปลูกพิชของท่าน

ข้อควรพิจารณาและเรียนรู้ก่อนการใช้ปุ๋ยธรรมชาติให้เกิดประโยชน์ที่สุด

1. ปุ๋ยชนิดนี้มีธาตุอาหารในมวลรวมน้อยกว่าปุ๋ยเคมี ทำให้ต้องใช้ปุ๋ยในปริมาณที่มาก

เพราะปุ๋ยได้จากการย่อยสลายทางเคมีจากเศษวัสดุในสวน หรือมูลสัตว์ให้กลายเป็นธาตุอาหารสำหรับพืช และแน่นอนในกระบวนการการย่อยสลายย่อมมีผลผลิตที่ไม่ต้องการออกมาด้วย ทำให้ปริมาณปุ๋ยที่ได้รับแท้จริงมีไม่สูงมากนัก ดังนั้นการใส่ปุ๋ยลงในแปลงพักจึงต้องใช้ในปริมาณที่สูงมาก

2. การใส่ปุ๋ยที่มากเกินไปก่อให้เกิดปัญหาดินเค็ม เกิดภาวะไหม้ในใบพืช

เมื่อใส่ปุ๋ยไปในปริมาณที่มากสิ่งที่ตามมาคือ ค่าความเป็นกรดด่างในดินจะเปลี่ยนไป โดยปกติการปลุกต้นไม้ทุกชนิด ค่า PH ของดินควรอยู่ในระดับกรดอ่อน-กลาง ตัวเลขอยู่ที่ประมาณ PH 5-7 เมื่อใช้ปุ๋ยปริมาณมาก จะทำให้ดินเค็มและเมื่อใดก็ตามที่ค่า PH สูงกว่า 10 ย่อมส่งผลให้เกิดภาวะใบไหม้ จนต้นไม้ที่ปลูกไว้ตายได้

3. สารปนเปื้อนที่มากับปุ๋ย

โดยเฉพาะปุ๋ยจากมูลสัตว์ที่ไม่รู้แหล่งที่มาคือปัญหาการปนเปื้อนที่ไม่คาดคิด ทั้งในรูปของสารเคมีตกค้างจากการเลี้ยงสัตว์ หรือเชื้อโรคปนเปื้อนต่าง ๆ ย่อมอาจส่งผลเสียต่อการปลูกพืชผักเพื่อผลผลิตทางการค้าก็เป็นได้

ข้อแนะนำในการใช้ปุ๋ยอย่างถูกวิถี

เมื่อถึงเวลาต้องการเติมปุ๋ยให้กับดิน ขอให้เลิกมองภาพว่าปุ๋ยชนิดนี้คือปุ๋ยวิเศษอยากใส่เท่าไหร่ก็ใส่ได้ ทุกอย่างจะต้องอยู่ในสัดส่วนที่เหมาะสม อีกทั้งปุ๋ยที่ยังมีภาวการณ์ย่อยสลายอยู่นั้น ห้ามนำไปใส่ลงในแปลงพืชโดเด็ดขาด

เพราะภาวการณ์ย่อยสลายนั้นมีทั้งก๊าซแอมโมเนียและความร้อนอันจะก่อให้เกิดอันตรายต่อต้นไม้ได้ ซึ่งภาวะที่พบได้เป็นประจำของการใช้ปุ๋ยที่ยังย่อยสลายไม่เสร็จ คือภาวการณ์ “ยืนตาย” ของพืชซึ่งเกิดจากความร้อนในกระบวนการย่อยสลายปุ๋ยนั่นเอง

แม้ว่าทิศทางของโลกกำลังชี้นำให้เราหันมาใช้วัสดุต่าง ๆ จากธรรมชาติ รวมไปถึงการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในภาคเกษตรกรรม แต่ก่อนการเติมปุ๋ยทุกครั้งควรศึกษาให้เข้าใจถึงอัตราส่วนที่พอเหมาะสำหรับการบำรุงดิน รวมไปถึงปริมาณสูงสุดที่ใช้ได้ เพื่อให้ต้นไม้งอกงามและดินไม่ถูกทำลาย สร้างผลผลิตที่ดีที่สุดให้กับเจ้าของพื้นที่ต่อไปในอนาคต

สีกันความร้อนตัว ช่วยดี ๆ ที่จะทำให้บ้านเย็นขึ้น

สีกันความร้อน

ภูมิอากาศบ้านเราร้อนอบอ้าว หลายคนต่างพยายามหาวิธีที่จะทำให้บ้านดูเย็นขึ้นด้วยการติดตั้งเครื่องปรับอากาศตามห้องต่างๆ ภายในบ้าน แม้อากาศจะดีแต่กลับทำให้ค่าไฟแต่ล่ะเดือนพุ่งสูงขึ้น!

ปัจจุบันจึงมีนวัตกรรมสีกันความร้อน ตัวช่วยดี ๆ ที่จะช่วยลดความร้อนภายในบ้านโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งแอร์ อยากรู้ใช่หรือไม่ว่าสีชนิดนี้มีอะไรผสมอยู่ ทำไมจึงสามารถลดอุณหภูมิภายในบ้านได้ ไปหาคำตอบพร้อม ๆ กัน

สาเหตุที่ทำให้บ้านดูเย็นขึ้น

สีกันความร้อนจะช่วยทำให้ตัวอาคารรู้สึกเย็นขึ้น เพราะว่ามีส่วนผสมของสารที่ชื่อว่าเซรามิคโคทติ้ง (Ceramic Coating) ที่จะช่วยลดความร้อนภายในบ้าน อีกทั้งยังสามารถช่วยสะท้อนแสงจากดวงอาทิตย์ได้เป็นอย่างดี จึงทำให้ในปัจจุบันจึงมักจะนำสีแบบกันความร้อนมาใช้ทาบริเวณหลังคาหรือบริเวณผนังบ้านเพื่อเป็นการสะท้อนความร้อนและช่วยทำให้บ้านของเรารู้สึกเย็นลงนั่นเอง

ชนิดของสีที่กำลังได้รับความนิยม

สีกันความร้อนจะมีหลากหลายประเภทด้วยกันโดยจะมีแบบชนิดทาผนังปูน และใช้สำหรับทาสีหลังคาเพื่อกันความร้อนสะท้อนความร้อนไม่ให้เข้ามาสู่ตัวบ้าน สีที่นิยมมาใช้ทาก็จะเป็นสีน้ำแบบอะริลิคซึ่งสีชนิดนี้จะมีประสิทธิภาพ ในการช่วยสะท้อนความร้อนได้เป็นอย่างดีอีกทั้งยังช่วยถนอมวัสดุก่อสร้างใช้สามารถใช้งานได้อย่างยาวนานอีกด้วย

วิธีการเลือกโทนสีให้เหมาะสม

สีชนิดนี้นอกจากจะมีคุณสมบัติในการทำให้บรรยากาศภายในบ้านรู้สึกเย็นแล้วยังมีผลต่อความรู้สึกของผู้อยู่อาศัยได้อีกด้วย บ้านเราอากาศอบอ้าวการทาสีบ้านด้วยสีโทนร้อนแรงจะยิ่งทำให้บ้านดูร้อน บ้านเราจึงนิยมทาสีบ้านด้วยโทนสีแบบอ่อน อย่าง สีฟ้า สีเขียว สีเหลืองอ่อน และโทนสีขาว

เพราะโทนสีพวกนี้จะไม่ดูดซับความร้อน ทำให้บ้านรู้สึกกว้างโดยไม่ต้องต่อเติม และยังช่วยทำให้บ้านของเราดูสว่างโดยไม่ต้องเปิดไฟหลายดวง ทั้งโล่ง โปร่งสบาย และประหยัดไฟไปในตัวอีกด้วย

สีกันความร้อนเป็นนวัตกรรมแบบใหม่ที่จะช่วยทำให้บ้านของเราเย็นช่วยลดค่าใช้จ่ายในส่วนของการใช้เครื่องปรับอากาศลงไปได้มากเลยทีเดียวแต่ถึงอย่างไรก็ตามก่อนที่จะทำการเลือกซื้อสีแบบกันความร้อนมาใช้งานเราควรคำนึงในส่วนของโทนสีที่ใช้ทาให้มีความเหมาะสมกับสไตล์ของบ้าน

อีกทั้งสีชนิดนี้มีราคาที่ค่อนข้างสูง จะทาทั้งทีต้องเลือกสีที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐานเพื่อการใช้งานที่คุ้มค่าในระยะยาว

ขั้นตอนการทาสีบ้านเก่าที่สามารถทำได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องง้อช่าง!

ทาสีบ้านเก่า

บ้านเก่ามักจะเกิดการเสื่อมสภาพเป็นธรรมดา โดยเฉพาะการหลุดลอกของสีจนทำให้สภาพบ้านดูเสื่อมโทรมและดูไม่น่าอยู่ เพื่อความสวยงามเหมือนใหม่ผู้อยู่อาศัยอาจจะต้องมีการปรับปรุงหรือรีโนเวทขึ้นใหม่ด้วยการทาสี บ้านบางหลังที่มีขนาดเล็กอาจไม่สะดวกใจในการว่าจ้างช่างทาสีเพราะสิ้นเปลืองงบประมาณโดยใช้เหตุ

ดังนั้นเพื่อเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายในการปรังปรุงบ้าน เราสามารถซ่อมแซมและทาสีบ้านเก่าให้ออกมาสวยกว่าเดิมด้วยวิธีง่าย ๆ ต่อไปนี้

1.เลือกสีที่ชอบ

ปลูกเรือนตามใจผู้อยู่ จะทาสีบ้านก็ตามตามใจเจ้าของบ้านเช่นกัน ก่อนอื่นต้องมีการวางแผนเริ่มจากการวัดขนาดผนัง เพื่อกะประมาณสีที่จะใช้ทา และจะได้เลือกสีที่ถูกใจ เหมาะสมกับสไตล์บ้านรวมถึงเป็นการป้องกันข้อผิดพลาดต่าง ๆ ในกรณีที่เลือกสีทาบ้านไม่ถูกใจ และปริมาณไม่เพียงพอในภายหลัง

2. วิธีการทำความสะอาดผนังบ้านในแบบที่ถูกต้อ

ก่อนจะทาสีใหม่ต้องลบสีเก่าก่อน โดยนำสายยางแรงดันสูงมาฉีดตรงผนังบ้านเพื่อเป็นการกำจัดคราบสิ่งสกปรกที่เกาะอยู่บนผนัง จากนั้นก็นำแปรงมาขัดอีกรอบ ก่อนขัดคราบฝังลึก แล้วนำน้ำยาฟอกขาวมาทาตรงผนังบ้านให้ทั่วและทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง นำน้ำสะอาดมาฉีดอีกครั้งเพื่อเป็นการขจัดคราบปูนหรือสีเก่าออกให้หมด

3. การใช้เกรียงเพื่อขจัดคราบต่าง ๆ

เมื่อขจัดสิ่งสกปรกออกจากผนังจนหมดแล้ว ขั้นต่อไปใหใช้เกรียงมาทำการแซะสีเก่าของฝาผนังออกให้หมด เป็นการเก็บตกจากการฉีดน้ำแรงดันสูง แล้วใช้น้ำสะอาดมาฉีดล้างทำความสะอาดพร้อมกับการใช้แปรงขัดซ้ำอีกรอบเพื่อให้มีความสะอาดมากยิ่งขึ้น อาจจะต้องละเอียดหน่อย แต่เพื่อความสวยเหมือนใหม่ต้องทนเสียเวลาสักเล็กน้อย

4. การใช้น้ำยากันเชื้อรา

โดยก่อนที่เราจะทำการทาน้ำยาป้องกันเชื้อรา เราจะต้องตรวจสอบให้แน่ใจก่อนว่าฝาผนังมีความแห้งสนิทดี และจะต้องไม่มีคราบสิ่งสกปรกติดอยู่บนฝาผนัง แต่ถ้าเราตรวจสอบจนแน่ใจแล้วก็นำน้ำยากันเชื้อรามาทาบนฝาผนัง แล้วปล่อยทิ้งไว้ให้แห้งประมาณ 2-3 ชั่วโมง

5. การทาสีรองพื้น

เมื่อน้ำยาป้องกันเชื้อราแห้งสนิทดีแล้ว นำสีรองพื้นมาทาทับลงไป ปล่อยทิ้งไว้ให้แห้งประมาณ 6 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ เพื่อให้สีรองพื้นสามารถซึมซับเข้าสู่ฝาผนังได้เป็นอย่างดี

6. นำสีที่เราเลือกไว้มาทาทับ

หลังจากที่เรารอสีรองพื้นแห้งสนิทดีแล้วเราก็นำสีที่เราได้เลือกไว้ มาทาทับ โดยวิธีการทาจะต้องใช้แรงกดที่มีความสม่ำเสมอเท่ากัน ทาไปในทิศเดียวกันโดยเลือกอุปกรณ์ทาสีที่ถูกต้องเหมาะสมกับผนัง และประเภทสี ทิ้งให้สีแห้งประมาณอีก 3 ชั่วโมง เพียงเท่านี้เราก็จะได้บ้านใหม่ที่ดูมีสีสันสวยงามและเหมือนใหม่

การทาสีบ้านอาจต้องอาศัยเรื่องของระยะเวลามาเกี่ยวข้อง ฉะนั้นเจ้าของบ้านที่กำลังจะลงมือทาสีด้วยตนเอง อาจต้องทำในช่วงระยะเวลาวันหยุดยาว ต้องมีความพร้อมทั้งสภาพจิตใจและแรงกาย แต่เชื่อเถอะว่าหากนำวิธีการทาสีบ้านทั้ง 6 ขั้นตอนที่กล่าวมาไปปรับใช้ บ้านเก่าสีซีดจะกลับมาเหมือนใหม่อย่างแน่นอน แถมประหยัดเงินในกระเป๋าอีกด้วย