ทำความรู้จักกับ “คานคอดิน” ส่วนประกอบสำคัญในการสร้างบ้าน

คานคอดิน

การสร้างบ้าน ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยหลักนั้นมีสิ่งให้ควรคำนึงถึงมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ตั้งของบ้าน การออกแบบห้องต่าง ๆ ภายในบ้านตามหลักความเชื่อ การตกแต่งภายใน อีกทั้งวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการสร้างบ้าน รวมไปถึงโครงสร้างต่าง ๆ ที่สำคัญในการสร้างบ้าน เช่น หลังคา เสาเข็ม พื้น ผนัง และคานคอดิน สิ่งนี้ที่มีคนส่วนน้อยจะรู้จักจนส่งผลให้หลายคนมองข้ามส่วนสำคัญนี้ไป

คานคอดินคืออะไร อยู่ส่วนไหนของบ้าน?

Ground Beam หรือ Grade Beam เป็นชื่อเรียกในภาษาอังกฤษของคานพื้นชั้นที่ 1 บ้างก็เรียกคานพื้นชั้นล่าง โดยมีตำแหน่งอยู่ชั้นบนสุดของโครงสร้างพื้นบ้าน อยู่เหนือเสาตอม่อ ฐานราก และเสาเข็มตามลำดับ เพื่อเป็นการประคองฐานรากไม่ให้เคลื่อนที่จากระดับพื้นดิน มีหน้าที่ในการแบกรับน้ำหนักทุกสิ่งอย่างที่เกิดขึ้นภายในบ้าน และถ่ายน้ำหนักลงสู่ฐานรากตามระบบที่คำนวณโดยวิศวกร

ไม่ว่าจะเป็นตัวน้ำหนักของบ้านหรือคำศัพท์ทางเทคนิคจะเรียกว่า น้ำหนักบรรทุกคงที่ (Dead Load) และน้ำหนักชั่วคราวที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ภายในบ้านหรือคำศัพท์ทางเทคนิคจะเรียกว่า น้ำหนักบรรทุกจร (Live Load) เช่น คน สัตว์เลี้ยง เครื่องใช้ต่าง ๆ เป็นต้น คานพื้นชั้นที่ 1 นิยมสร้างโดยใช้โครงสร้างแบบคอนกรีตเสริมเหล็ก

ระดับความสูงของคานพื้นชั้นที่ 1 ถูกแบ่งออกเป็นกี่ระดับ?

คานพื้นชั้นที่ 1 ส่วนมากจะอยู่ที่ระดับคอดิน หรือราบเสมอดิน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า คานพื้นชั้นล่างนี้จะต้องอยู่เสมอดินดังชื่อเสมอไป ระดับความสูงของคานชนิดนี้ถูกแบ่งออกไว้ทั้งหมด 3 ระดับ ดังนี้

ระดับที่ 1 คานพื้นชั้นที่ 1 สูงจากคอดินไม่เกิน 1 เมตร

เป็นระดับที่ไม่แนะนำให้สร้างสักเท่าไหร่ เนื่องจากปัญหาเกี่ยวกับน้ำขังเวลาฝนตก วิศวกรจะออกแบบให้ระดับพื้นดินมีความสูงเสมอกับคานพื้นชั้นที่ 1 ปรับความลึก และความกว้างให้ได้ขนาดสำหรับการประกอบไม้ที่เป็นโครงสร้างด้านซ้าย และด้านขวาเท่านั้น หลังจากนั้นจึงทำการผูกเหล็ก และเทปูนในโครงสร้างเป็นลำดับสุดท้าย

ระดับที่ 2 คานพื้นชั้นที่ 1 สูงจากคอดินเกิน 1 เมตร แต่ไม่เกิน 1.5 เมตร

เป็นระดับที่ไม่จำเป็นจะต้องปรับระดับพื้นดินให้มีความสูงเทียบเท่ากับคานพื้นชั้นล่าง เพื่อให้พื้นที่ภายใต้โครงสร้างบ้านเป็นหลุมโพรง ส่งผลให้ง่ายต่อการเข้าไปปรับปรุงซ่อมแซมโครงสร้างได้อย่างสะดวกสบายในภายหลัง หลังจากนั้นจึงประกอบไม้ที่เป็นโครงสร้างทั้งหมด 3 ด้าน ได้แก่  ด้านซ้าย ด้านขวา และด้านล่าง หลังจากนั้นจึงทำการผูกเหล็ก และเทปูนในโครงสร้างเช่นเดียวกับระดับที่ 1

ระดับที่ 3 คานพื้นชั้นที่ 1 สูงจากคอดินเกิน 1.5 เมตร

ซึ่งส่งผลกระทบต่อเสาตอม่อโดยตรง อาจจะทำให้เสียสมดุลในความมั่นคงของโครงสร้างบ้านได้ ดังนั้นถ้าต้องการสร้างคานพื้นชั้นที่ 1 ในระดับนี้ จำเป็นที่จะต้องมีคานทั้งหมด 2 ระดับ ได้แก่ คานระดับพื้นชั้นล่างที่ความสูง 0.5 เมตร และคานระดับความสูง 1.5 เมตร เพื่อเป็นการค้ำตอม่อให้มีความแข็งแรง และประคองฐานรากไม่ให้เคลื่อนที่จากระดับพื้นดิน

จะเห็นได้ว่า คานคอดิน เป็นอีกหนึ่งโครงสร้างที่สำคัญในการสร้างบ้านที่คอยรับน้ำหนักภายในตัวบ้าน ทั้งน้ำหนักบรรทุกคงที่ และน้ำหนักบรรทุกจร เปรียบเสมือนกับรากของต้นไม้ใหญ่ที่มีหน้าที่คอยค้ำจุนให้ลำต้นมีความแข็งแรง และไม่โค่นล้มไปตามแรงลม

สีกันความร้อนตัว ช่วยดี ๆ ที่จะทำให้บ้านเย็นขึ้น

สีกันความร้อน

ภูมิอากาศบ้านเราร้อนอบอ้าว หลายคนต่างพยายามหาวิธีที่จะทำให้บ้านดูเย็นขึ้นด้วยการติดตั้งเครื่องปรับอากาศตามห้องต่างๆ ภายในบ้าน แม้อากาศจะดีแต่กลับทำให้ค่าไฟแต่ล่ะเดือนพุ่งสูงขึ้น!

ปัจจุบันจึงมีนวัตกรรมสีกันความร้อน ตัวช่วยดี ๆ ที่จะช่วยลดความร้อนภายในบ้านโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งแอร์ อยากรู้ใช่หรือไม่ว่าสีชนิดนี้มีอะไรผสมอยู่ ทำไมจึงสามารถลดอุณหภูมิภายในบ้านได้ ไปหาคำตอบพร้อม ๆ กัน

สาเหตุที่ทำให้บ้านดูเย็นขึ้น

สีกันความร้อนจะช่วยทำให้ตัวอาคารรู้สึกเย็นขึ้น เพราะว่ามีส่วนผสมของสารที่ชื่อว่าเซรามิคโคทติ้ง (Ceramic Coating) ที่จะช่วยลดความร้อนภายในบ้าน อีกทั้งยังสามารถช่วยสะท้อนแสงจากดวงอาทิตย์ได้เป็นอย่างดี จึงทำให้ในปัจจุบันจึงมักจะนำสีแบบกันความร้อนมาใช้ทาบริเวณหลังคาหรือบริเวณผนังบ้านเพื่อเป็นการสะท้อนความร้อนและช่วยทำให้บ้านของเรารู้สึกเย็นลงนั่นเอง

ชนิดของสีที่กำลังได้รับความนิยม

สีกันความร้อนจะมีหลากหลายประเภทด้วยกันโดยจะมีแบบชนิดทาผนังปูน และใช้สำหรับทาสีหลังคาเพื่อกันความร้อนสะท้อนความร้อนไม่ให้เข้ามาสู่ตัวบ้าน สีที่นิยมมาใช้ทาก็จะเป็นสีน้ำแบบอะริลิคซึ่งสีชนิดนี้จะมีประสิทธิภาพ ในการช่วยสะท้อนความร้อนได้เป็นอย่างดีอีกทั้งยังช่วยถนอมวัสดุก่อสร้างใช้สามารถใช้งานได้อย่างยาวนานอีกด้วย

วิธีการเลือกโทนสีให้เหมาะสม

สีชนิดนี้นอกจากจะมีคุณสมบัติในการทำให้บรรยากาศภายในบ้านรู้สึกเย็นแล้วยังมีผลต่อความรู้สึกของผู้อยู่อาศัยได้อีกด้วย บ้านเราอากาศอบอ้าวการทาสีบ้านด้วยสีโทนร้อนแรงจะยิ่งทำให้บ้านดูร้อน บ้านเราจึงนิยมทาสีบ้านด้วยโทนสีแบบอ่อน อย่าง สีฟ้า สีเขียว สีเหลืองอ่อน และโทนสีขาว

เพราะโทนสีพวกนี้จะไม่ดูดซับความร้อน ทำให้บ้านรู้สึกกว้างโดยไม่ต้องต่อเติม และยังช่วยทำให้บ้านของเราดูสว่างโดยไม่ต้องเปิดไฟหลายดวง ทั้งโล่ง โปร่งสบาย และประหยัดไฟไปในตัวอีกด้วย

สีกันความร้อนเป็นนวัตกรรมแบบใหม่ที่จะช่วยทำให้บ้านของเราเย็นช่วยลดค่าใช้จ่ายในส่วนของการใช้เครื่องปรับอากาศลงไปได้มากเลยทีเดียวแต่ถึงอย่างไรก็ตามก่อนที่จะทำการเลือกซื้อสีแบบกันความร้อนมาใช้งานเราควรคำนึงในส่วนของโทนสีที่ใช้ทาให้มีความเหมาะสมกับสไตล์ของบ้าน

อีกทั้งสีชนิดนี้มีราคาที่ค่อนข้างสูง จะทาทั้งทีต้องเลือกสีที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐานเพื่อการใช้งานที่คุ้มค่าในระยะยาว

ขั้นตอนการทาสีบ้านเก่าที่สามารถทำได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องง้อช่าง!

ทาสีบ้านเก่า

บ้านเก่ามักจะเกิดการเสื่อมสภาพเป็นธรรมดา โดยเฉพาะการหลุดลอกของสีจนทำให้สภาพบ้านดูเสื่อมโทรมและดูไม่น่าอยู่ เพื่อความสวยงามเหมือนใหม่ผู้อยู่อาศัยอาจจะต้องมีการปรับปรุงหรือรีโนเวทขึ้นใหม่ด้วยการทาสี บ้านบางหลังที่มีขนาดเล็กอาจไม่สะดวกใจในการว่าจ้างช่างทาสีเพราะสิ้นเปลืองงบประมาณโดยใช้เหตุ

ดังนั้นเพื่อเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายในการปรังปรุงบ้าน เราสามารถซ่อมแซมและทาสีบ้านเก่าให้ออกมาสวยกว่าเดิมด้วยวิธีง่าย ๆ ต่อไปนี้

1.เลือกสีที่ชอบ

ปลูกเรือนตามใจผู้อยู่ จะทาสีบ้านก็ตามตามใจเจ้าของบ้านเช่นกัน ก่อนอื่นต้องมีการวางแผนเริ่มจากการวัดขนาดผนัง เพื่อกะประมาณสีที่จะใช้ทา และจะได้เลือกสีที่ถูกใจ เหมาะสมกับสไตล์บ้านรวมถึงเป็นการป้องกันข้อผิดพลาดต่าง ๆ ในกรณีที่เลือกสีทาบ้านไม่ถูกใจ และปริมาณไม่เพียงพอในภายหลัง

2. วิธีการทำความสะอาดผนังบ้านในแบบที่ถูกต้อ

ก่อนจะทาสีใหม่ต้องลบสีเก่าก่อน โดยนำสายยางแรงดันสูงมาฉีดตรงผนังบ้านเพื่อเป็นการกำจัดคราบสิ่งสกปรกที่เกาะอยู่บนผนัง จากนั้นก็นำแปรงมาขัดอีกรอบ ก่อนขัดคราบฝังลึก แล้วนำน้ำยาฟอกขาวมาทาตรงผนังบ้านให้ทั่วและทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง นำน้ำสะอาดมาฉีดอีกครั้งเพื่อเป็นการขจัดคราบปูนหรือสีเก่าออกให้หมด

3. การใช้เกรียงเพื่อขจัดคราบต่าง ๆ

เมื่อขจัดสิ่งสกปรกออกจากผนังจนหมดแล้ว ขั้นต่อไปใหใช้เกรียงมาทำการแซะสีเก่าของฝาผนังออกให้หมด เป็นการเก็บตกจากการฉีดน้ำแรงดันสูง แล้วใช้น้ำสะอาดมาฉีดล้างทำความสะอาดพร้อมกับการใช้แปรงขัดซ้ำอีกรอบเพื่อให้มีความสะอาดมากยิ่งขึ้น อาจจะต้องละเอียดหน่อย แต่เพื่อความสวยเหมือนใหม่ต้องทนเสียเวลาสักเล็กน้อย

4. การใช้น้ำยากันเชื้อรา

โดยก่อนที่เราจะทำการทาน้ำยาป้องกันเชื้อรา เราจะต้องตรวจสอบให้แน่ใจก่อนว่าฝาผนังมีความแห้งสนิทดี และจะต้องไม่มีคราบสิ่งสกปรกติดอยู่บนฝาผนัง แต่ถ้าเราตรวจสอบจนแน่ใจแล้วก็นำน้ำยากันเชื้อรามาทาบนฝาผนัง แล้วปล่อยทิ้งไว้ให้แห้งประมาณ 2-3 ชั่วโมง

5. การทาสีรองพื้น

เมื่อน้ำยาป้องกันเชื้อราแห้งสนิทดีแล้ว นำสีรองพื้นมาทาทับลงไป ปล่อยทิ้งไว้ให้แห้งประมาณ 6 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ เพื่อให้สีรองพื้นสามารถซึมซับเข้าสู่ฝาผนังได้เป็นอย่างดี

6. นำสีที่เราเลือกไว้มาทาทับ

หลังจากที่เรารอสีรองพื้นแห้งสนิทดีแล้วเราก็นำสีที่เราได้เลือกไว้ มาทาทับ โดยวิธีการทาจะต้องใช้แรงกดที่มีความสม่ำเสมอเท่ากัน ทาไปในทิศเดียวกันโดยเลือกอุปกรณ์ทาสีที่ถูกต้องเหมาะสมกับผนัง และประเภทสี ทิ้งให้สีแห้งประมาณอีก 3 ชั่วโมง เพียงเท่านี้เราก็จะได้บ้านใหม่ที่ดูมีสีสันสวยงามและเหมือนใหม่

การทาสีบ้านอาจต้องอาศัยเรื่องของระยะเวลามาเกี่ยวข้อง ฉะนั้นเจ้าของบ้านที่กำลังจะลงมือทาสีด้วยตนเอง อาจต้องทำในช่วงระยะเวลาวันหยุดยาว ต้องมีความพร้อมทั้งสภาพจิตใจและแรงกาย แต่เชื่อเถอะว่าหากนำวิธีการทาสีบ้านทั้ง 6 ขั้นตอนที่กล่าวมาไปปรับใช้ บ้านเก่าสีซีดจะกลับมาเหมือนใหม่อย่างแน่นอน แถมประหยัดเงินในกระเป๋าอีกด้วย

เจาะกระเบื้อง: เจาะยังไงไม่ให้กระเบื้องแตกร้าว

เจาะกระเบื้อง

การปูกระเบื้องติดผนังห้องครัว ห้องน้ำจะช่วยอำนวยความสะดวกในการเช็ดคราบสกปรกให้หลุดออกได้ง่ายกว่าผนังปูน แต่ผนังกระเบื้องในห้องครัวและห้องน้ำจำเป็นต้อง “เจาะ” สำหรับใส่สกรูยึดติดชั้นวางของ แต่ปัญหาในการเจาะกระเบื้องด้วยตนเองคือเสี่ยงต่อการแตกร้าว มีรอยบิ่น ฉะนั้นก่อนจะเจาะต้องเลือกดอกสว่านให้เหมาะสม

เจาะด้วยดอกเจาะกระเบื้อง

หากท่านใดมีสว่านและดอกสว่านสำหรับเจาะแผ่นกระเบื้องโดยเฉพาะ สามารถใช้ดอกเจาะที่มีขนาดเดียวกันกับพุกที่ต้องการใส่เข้าไปในรูเจาะ โดยดอกสว่านสำหรับเจาะแผ่นกระเบื้องนี้มีราคาจับต้องได้สามารถหาซื้อได้ตามท้องตลาดและร้านวัสดุก่อสร้างทั่วไป

ขั้นตอนการเจาะมีเทคนิคที่ต้องใส่ใจเพิ่มเล็กน้อยคือ ต้องเริ่มต้นเอียงดอกเจาะโดยเฉียงเข้ากับตัวผนังกระเบื้องประมาณ 45 องศา เมื่อดอกเจาะผ่านผิวกระเบื้องเข้าไปส่วนหนึ่งแล้ว จึงค่อยๆ เอียงองศาของดอกเจาะให้ตั้งฉากกับผิวผนังกระเบื้อง ที่ต้องทำอย่างนี้เพราะว่า

หากตั้งดอกเจาะให้ฉากกับพื้นผิวผนังตั้งแต่แรก จะมีแรงต้านที่ทำให้เจาะไม่เข้าและหัวสว่านเหวี่ยงไปมา การเจาะด้วยดอกเจาะนี้จะได้รูเจาะที่เรียบสวย และสามารถปรับขนาดได้ตามต้องการโดยการเลือกขนาดของดอกเจาะ เมื่อได้รู้เจาะตามต้องการแล้วจึงสวมพุกและตอกน็อตต่อไป เพื่อใช้แขวนอุปกรณ์ที่ต้องการ

เจาะด้วยหัวสว่านธรรมดา

ท่านใดที่ไม่ต้องการซื้อดอกเจาะแผ่นกระเบื้องเพิ่ม แต่มีหัวสว่านเจาะปูนธรรมดาอยู่ติดบ้าน ก็สามารถเจาะแผ่นกระเบื้องให้ไม่มีรอยแตกร้าวได้เช่นกัน โดยต้องอาศัยตัวสว่านที่มีรูปแบบการเจาะให้เลือก เป็นแบบเจาะ และแบบกระแทก

เริ่มต้นด้วยการใช้หลักนำร่องเจาะ หรือใช้ตะปูธรรมดาสะกิดกระเบื้องให้เกิดร่อง ช่วยให้กำหนดตำแหน่งได้ง่าย และเพื่อป้องกันไม่ให้หัวสว่านขยับไปมาระหว่างที่เจาะรู จากนั้นเลือกหัวสว่านเจาะปูนธรรมดาที่มีขนาดตามต้องการ มาเจาะลงบนผิวกระเบื้องด้วยโหมดเจาะ ซึ่งเป็นโหมดที่หัวสว่านจะไม่กระแทกแรงมาก เจาะอย่างช้าๆ

เพื่อป้องกันไม่ให้กระเบื้องแตกร้าวระหว่างเจาะ เมื่อเจาะจนผ่านชั้นกระเบื้องลงไปถึงชั้นปูนได้ จะสังเกตเห็นว่ามีผงปูนหลุดออกมาจากรูที่เจาะ ในขั้นตอนนี้สามารถเปลี่ยนหัวสว่านเป็นโหมดกระแทกได้ เพื่อให้หัวสว่านเจาะลงไปในชั้นปูนได้ดีขึ้น รูที่ได้จากการเจาะด้วยวิธีนี้ก็จะออกมาเรียบและสวยงามเช่นกัน ขนาดของรูจะเป็นไปตามขนาดของหัวสว่านที่ใช้ จากนั้นก็ใส่พุกและตอกน็อตเช่นเดียวกับวิธีแรก

เคล็ดลับเพิ่มเติมเล็กน้อย

เพื่อเป็นการยืดอายุการใช้งานของดอกเจาะและหัวสว่านที่ใช้ ในระหว่างที่เจาะควรเลี้ยงด้วยน้ำอยู่เสมอ หากมีหัวฉีดน้ำอัตโนมัติก็จะสะดวก ส่วนใครที่ไม่มีก็เพียงแค่เตรียมน้ำไว้ใกล้ๆ แล้วใช้หัวสว่านจุ่มที่น้ำเป็นระยะระหว่างที่เจาะ หรือเมื่อรู้สึกว่าหัวสว่านร้อนจนเกินไป เท่านี้ก็สามารถเจาะกระเบื้องได้เองโดยไม่ต้องรอช่าง

ทาสีรั้วบ้านตามวัสดุของรั้ว

ทาสีรั้วบ้าน

เชื่อว่าทุกคนรักและอยากทำให้บ้านของตัวเองน่าอยู่ เพราะบ้านเป็นที่ที่เราพักผ่อน และอาจกลายเป็นที่ทำงานของหลายคนที่ต้องทำงานที่บ้านในช่วงนี้ การที่เราใส่ใจดูแลบ้านให้น่าอยู่ก็เป็นผลดีกับคนในบ้าน

นอกจากตัวบ้านแล้ว รั้วบ้านก็เป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งที่ช่วยให้บ้านดูสวยงามยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นด่านแรกที่สามารถมองเห็นได้ หากปล่อยให้ดูโทรม คงไม่เป็นที่เจริญตา ใครที่ต้องการทาสีรั้วบ้านด้วยตนเองมาทางนี้ ไปเช็ครั้วบ้านของตัวเองดีกว่าว่าวัสดุแบบนี้หากจะลงสีต้องทำอย่างไร

วิธีทาสีรั้วบ้านและอุปกรณ์ที่ต้องเตรียม

ชนิดของสีทารั้วบ้านที่คุณจะเลือกใช้ขึ้นอยู่กับพื้นผิวของรั้วบ้านของคุณ บางบ้านอาจมีรั้วเป็นไม้ รั้วจากวัสดุปูน หรือบางบ้านอาจเลือกรั้วที่เป็นเหล็ก ต่อไปจะเป็นวิธีทาสีรั้วไม้ตามวัสดุของรั้ว

รั้วไม้

ถ้าคุณจะทาสีรั้วบ้านที่เป็นไม้ อุปกรณ์ที่ต้องมีเลยคือกระดาษทรายแบบหยาบและละเอียด ถ้าจะให้ดีกว่านั้นควรมีเครื่องขัดกระดาษทรายด้วยเพื่อช่วยทุ่นแรง หรือถ้าขัดด้วยมืออาจต้องช่วยออกแรงกันหลายคน เตรียมพู่กันทาสีหรือสเปรย์พ่น สีทารองพื้น และสีน้ำมันหรือสีอะคริลิก หรือที่นิยมที่สุดจะเป็นสีย้อมไม้ที่จะช่วยเสริมลายไม้ของรั้วคุณให้โดดเด่น

จุดสำคัญของการทาสีรั้วไม้คือการขัดตัวรั้วไม้ให้เรียบเนียนและเช็ดฝุ่นออกให้หมด ตามด้วยการทาสีรองพื้น และลงสีย้อมไม้หรือสีสันอื่นที่คุณเลือก สามารถลงสีย้อมไม้เพิ่มเป็นชั้นที่สองได้เพื่อเพิ่มความทนทาน

รั้วปูน

สำหรับบ้านที่ใช้รั้วบ้านแบบปูน อุปกรณ์ที่ต้องเตรียมคือสีรองพื้น สีอะคริลิกสำหรับทาภายนอก พู่กันหรือลูกกลิ้งทาสี ผ้าทรายหรือกระดาษทรายสำหรับการปรับปรุงรั้วเก่า หากเป็นรั้วใหม่ที่ฉาบไว้เรียบเนียนดีแล้วก็อาจข้ามขั้นตอนการขัดผิวผนังรั้วไปได้

เพียงแค่ทำความสะอาดเล็กน้อยเท่านั้น ก่อนจะลงสีก็ควรนำกระดาษหนังสือพิมพ์หรือกระดาษที่ไม่ใช้แล้วมารองที่พื้นบริเวณใกล้เคียงไว้เพื่อป้องกันไม่ให้เลอะเทอะโดยรอบ ทาสีรองพื้นบนผิวปูนครั้งหรือสองครั้ง ตรวจสอบให้แห้งสนิทดี

จากนั้นจึงใช้สีทาภายนอกทาทับบนสีรองพื้น คุณสามารถปรับความหนืดของสีอะคริลิกได้ด้วยการผสมน้ำ และเหตุผลที่ควรเลือกใช้สีสำหรับทาภายนอกคือจะทนทานมากกว่าเพราะบริเวณรั้วบ้านต้องเจอแดดและฝนมาก จึงเหมาะกับสีสำหรับทาภายนอกที่ได้รับการผลิตมาให้ทนกับสภาพดังกล่าว

รั้วเหล็ก

การทาสีรั้วที่เป็นเหล็กมักใช้สีน้ำมัน ที่ต้องเตรียมคู่กันกับน้ำมันสน การเลือกใช้สีน้ำมันที่ป้องกันสนิมได้ด้วยก็จะดีมาก สีน้ำมันส่วนใหญ่มีราคาไม่แพงมาก

แม้เวลาที่ทาอาจต้องระมัดระวังหน่อยเพราะเลอะเทอะง่าย แก้ไขด้วยการเตรียมน้ำมันสนไว้ให้พร้อมเพราะนอกจากจะช่วยปรับความเข้มข้นของสีน้ำมันได้แล้วยังสามารถใช้เป็นน้ำยาทำความสะอาดแปรงหรือพู่กันที่ใช้ทาสีน้ำมันได้อีกด้วย

ขั้นตอนและอุปกรณ์ที่ใช้ในการทาสีรั้วบ้านนั้นไม่ยากและซับซ้อนไปนัก คุณสามารถชักชวนครอบครัวใช้เวลาว่างในวันหยุดปรับปรุงรั้วบ้านให้ดูใหม่เอี่ยมได้โดยไม่ต้องจ้างช่าง เพียงเลือกวันที่ไม่มีฝนมาเป็นอุปสรรคในการทาสี ก็จะได้มีกิจกรรมสนุกๆ ร่วมกัน และยังปรับโฉมใหม่ให้บ้านคุณด้วย