สปริงเกอร์แบบไหนใช้แล้วต้นไม้ชอบ

สปริงเกอร์

หากใครจะก้าวเข้าสู่วงการคนรักสวนและต้นไม้แล้วละก็  สิ่งที่ควรรู้ไว้อีกหนึ่งเรื่องคือเรื่องของสปริงเกอร์(Springer)  ซึ่งเป็นระบบการให้น้ำที่มีการบีบอัดฉีดน้ำให้แตกเป็นสาย แล้วหมุนเหวี่ยงไปรอบบริเวณ ใช้เพื่อทุ่นแรงในการให้น้ำต้นไม้หรือช่วยฉีดน้ำเพื่อลดอุณหภูมิของพื้นที่ให้เย็นลง  ซึ่งการเลือกใช้เครื่องทุ่นแรงนี้จำเป็นต้องคำนึงถึงอะไรกันบ้าง

1. ก่อนอื่นเราควรรู้ว่าสวนหรือต้นไม้ของเรานั้นจัดอยู่ในประเภทใด 

เป็นสนามหญ้า  เป็นไม้พุ่ม  ไม้ยืนต้น หรือเป็นพืชผักสวนครัว  และต้นไม้นั้นต้องการปริมาณน้ำมากน้อยเท่าใดในแต่ละวัน ความกว้างของพื้นที่มีขนาดเท่าไหร่  ซึ่งจะสัมพันธ์กับการเลือกหัวSpringer  ระยะฉีดน้ำ และรัศมีการให้น้ำรวมถึงขนาดของท่อที่จะส่งน้ำและปั๊มน้ำที่เหมาะสม

2. ชนิดของสปริงเกอร์  แบ่งออกเป็น

  • ชนิดหัวพ่นหมอก  น้ำที่ถูกปล่อยออกจากหัวจ่ายนี้   จะมีลักษณะเป็นละอองหมอกฝอยเล็ก ๆ อัตราการจ่ายน้ำน้อย ประมาณ 7 ลิตรต่อชั่วโมง แต่ต้องการแรงดันในการใช้งานสูงอย่างน้อย 2-4 บาร์ขึ้นไปเพื่อทำให้น้ำที่ถูกพ่นออกมาเป็นละอองละเอียด โดยส่วนใหญ่แล้วจะใช้ในการเพิ่มความชื้นให้กับอากาศ หรือใช้ในการระบายความร้อน  แต่ควรเลือกใช้ในพื้นที่ที่ไม่มีลมแรง
  • ชนิดน้ำหยด มีอัตราจ่ายน้ำ ประมาณ 1-20 ลิตรต่อชั่วโมง. จ่ายน้ำออกมาในลักษณะเป็นหยดหรือไหลเป็นสายน้ำหากมีอัตราการจ่ายน้ำสูง   โดยวิธีเหมาะกับพืชที่เป็นพืชระยะสั้น เช่น  ผักบางชนิด  ไม้ดอก ไม้กระถาง  เป็นต้น  เนื่องจากระบบน้ำหยดมีข้อจำกัดในเรื่องของการอุดตันง่ายจากตะไคร่น้ำนั่นเอง  
  • ชนิดหัว mini Springer  หัวจ่ายน้ำแบบมินิปกติจะจ่ายน้ำปริมาณที่ 20-280 ลิตรต่อชั่วโมง  ซึ่งมีอัตราการจ่ายน้ำที่หลากหลายขนาด มีทั้งแบบติดตั้งบนท่อแขนงโดยใช้ท่อตั้งแยกขึ้นมาบนพื้นดินและแบบที่มีท่อเล็ก ๆ จ่ายน้ำจากท่อแขนงมายังหัวจ่ายน้ำ แบ่งออกเป็นสามลักษณะคือ

– แบบมีใบพัดหมุนเหวี่ยงน้ำ ใบพัดจะหมุนเหวี่ยงน้ำให้กระจายไปรอบหัวจ่ายน้ำโดยอาศัยแรงดันของน้ำเป็นตัวผลักดันให้ใบพัดหมุนจ่ายปริมาณน้ำ 400-800ลิตรต่อชั่วโมง รัศมี 1-5 เมตร ซึ่งขึ้นอยู่กับขนาดรูออกและชนิดของใบพัด

– แบบใช้น้ำกระทบกับผนังด้านบน เป็นแบบที่อาศัยน้ำที่ถูกฉีดออกมาจากหัวฉีดแล้วกระทบกับผนังด้านบนแล้วแตกกระจายออกจ่ายปริมาณน้ำ 60-170ลิตรต่อชั่วโมง รัศมี 1.5-3เมตร ขึ้นอยู่กับขนาดรูออกและชนิดของใบพัด

– แบบหัวฉีดสเปรย์ รูน้ำผ่านขนาด2-3มิลลิเมตร จ่ายปริมาณน้ำ 80-120ลิตรต่อชั่วโมง รัศมี 0.5-3เมตรขึ้นอยู่กับขนาดรูออกและชนิดของใบพัด 

ในปัจจุบันชนิดมินิสปริงเกอร์ทั้ง 3 แบบนี้เป็นที่นิยมมากกว่าแบบอื่น  เนื่องด้วยมีราคาที่ไม่แพงสามารถติดตั้งใช้งานได้สะดวก  กำหนดจุดที่ต้องการจ่ายน้ำได้เหมาะสมกับชนิดของพืช  รวมถึงมีหลากหลายรูปแบบ หลายชนิดให้เลือกใช้  

ข้อควรระวัง! ในการเลือกใช้ปุ๋ยอินทรีย์

ปุ๋ยอินทรีย์

การใช้ชีวิตร่วมกับธรรมชาติในรูปแบบผลผลิตสีเขียวได้กลายเป็นกระแสหลักในการทำกิจการทุกอย่าง ซึ่งรวมถึงการทำเกษตรอินทีย์ที่ถูกชูโรงว่าปลอดภัย ไร้สารพิษ ซึ่งวัตถุดิบสำคัญที่ถูกพูดถึงอย่างดีเลิศอยู่เสมอ คือ “ปุ๋ยอินทรีย์” ว่าเป็นตัวช่วยบำรุงดิน ไม่ทำให้ดินเสีย และมีธาตุอาหารที่เหมาะสมต่อพิชที่สุด

แต่ในความเป็นจริง ทุกอย่างย่อมมีสองด้าน เช่นเดียวกับการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ไม่ได้หมายความว่าจะใช้อย่างไรก็ได้ เพราะว่าการใส่ปุ๋ยที่ไม่เหมาะสมย่อมเกิดปัญหาตามมาไม่แตกต่างกับการวสร้างปุ๋ยเคมีอย่างแน่นอน แล้วอะไรคือ ข้อควรระวังที่ท่านต้องเรียนรู้ก่อนใช้ปุ๋ยชนิดนี้ในแปลงปลูกพิชของท่าน

ข้อควรพิจารณาและเรียนรู้ก่อนการใช้ปุ๋ยธรรมชาติให้เกิดประโยชน์ที่สุด

1. ปุ๋ยชนิดนี้มีธาตุอาหารในมวลรวมน้อยกว่าปุ๋ยเคมี ทำให้ต้องใช้ปุ๋ยในปริมาณที่มาก

เพราะปุ๋ยได้จากการย่อยสลายทางเคมีจากเศษวัสดุในสวน หรือมูลสัตว์ให้กลายเป็นธาตุอาหารสำหรับพืช และแน่นอนในกระบวนการการย่อยสลายย่อมมีผลผลิตที่ไม่ต้องการออกมาด้วย ทำให้ปริมาณปุ๋ยที่ได้รับแท้จริงมีไม่สูงมากนัก ดังนั้นการใส่ปุ๋ยลงในแปลงพักจึงต้องใช้ในปริมาณที่สูงมาก

2. การใส่ปุ๋ยที่มากเกินไปก่อให้เกิดปัญหาดินเค็ม เกิดภาวะไหม้ในใบพืช

เมื่อใส่ปุ๋ยไปในปริมาณที่มากสิ่งที่ตามมาคือ ค่าความเป็นกรดด่างในดินจะเปลี่ยนไป โดยปกติการปลุกต้นไม้ทุกชนิด ค่า PH ของดินควรอยู่ในระดับกรดอ่อน-กลาง ตัวเลขอยู่ที่ประมาณ PH 5-7 เมื่อใช้ปุ๋ยปริมาณมาก จะทำให้ดินเค็มและเมื่อใดก็ตามที่ค่า PH สูงกว่า 10 ย่อมส่งผลให้เกิดภาวะใบไหม้ จนต้นไม้ที่ปลูกไว้ตายได้

3. สารปนเปื้อนที่มากับปุ๋ย

โดยเฉพาะปุ๋ยจากมูลสัตว์ที่ไม่รู้แหล่งที่มาคือปัญหาการปนเปื้อนที่ไม่คาดคิด ทั้งในรูปของสารเคมีตกค้างจากการเลี้ยงสัตว์ หรือเชื้อโรคปนเปื้อนต่าง ๆ ย่อมอาจส่งผลเสียต่อการปลูกพืชผักเพื่อผลผลิตทางการค้าก็เป็นได้

ข้อแนะนำในการใช้ปุ๋ยอย่างถูกวิถี

เมื่อถึงเวลาต้องการเติมปุ๋ยให้กับดิน ขอให้เลิกมองภาพว่าปุ๋ยชนิดนี้คือปุ๋ยวิเศษอยากใส่เท่าไหร่ก็ใส่ได้ ทุกอย่างจะต้องอยู่ในสัดส่วนที่เหมาะสม อีกทั้งปุ๋ยที่ยังมีภาวการณ์ย่อยสลายอยู่นั้น ห้ามนำไปใส่ลงในแปลงพืชโดเด็ดขาด

เพราะภาวการณ์ย่อยสลายนั้นมีทั้งก๊าซแอมโมเนียและความร้อนอันจะก่อให้เกิดอันตรายต่อต้นไม้ได้ ซึ่งภาวะที่พบได้เป็นประจำของการใช้ปุ๋ยที่ยังย่อยสลายไม่เสร็จ คือภาวการณ์ “ยืนตาย” ของพืชซึ่งเกิดจากความร้อนในกระบวนการย่อยสลายปุ๋ยนั่นเอง

แม้ว่าทิศทางของโลกกำลังชี้นำให้เราหันมาใช้วัสดุต่าง ๆ จากธรรมชาติ รวมไปถึงการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในภาคเกษตรกรรม แต่ก่อนการเติมปุ๋ยทุกครั้งควรศึกษาให้เข้าใจถึงอัตราส่วนที่พอเหมาะสำหรับการบำรุงดิน รวมไปถึงปริมาณสูงสุดที่ใช้ได้ เพื่อให้ต้นไม้งอกงามและดินไม่ถูกทำลาย สร้างผลผลิตที่ดีที่สุดให้กับเจ้าของพื้นที่ต่อไปในอนาคต